วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

งานแสดงช้าง



  ประวัติงานช้างจังหวัดสุรินทร์ 






           ประวัติงานช้างจังหวัดสุรินทร์ (Surin elephant job history)



งาน คล้องช้างจังหวัดสุรินทร์ถือกำเหนิดมาช้านานโดยการไปคล้องช้างในป่าชายแดน ไทย กัมพูชา โดยชาวกูยซึ่งใช้ภาษากูยในการสื่อสาร การคล้องช้างเรียกในภาษากูยว่า "กอบอาจีง" ที่รู้ก็เพราะผมเป็นชาวกูย คนสุรินทร์หลาว ย้อนกลับไปเมื่อ 200 ปีที่ผ่านมาสมเเด็จพระที่นั่งสุริยาอมรินทร์กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุง ศรีอยุธยา ช้างเผือกแตกโรงหนีเข้าป่ามาทางโคราช พระองค์ทรงให้ทหารติดตาม จนถึงชุมชนชาวกูยซึ่งชาวกูยมีความชำนาญการอย่างยิ่งในการจัลช้างและคล้อง ช้าง สามารถนำช้างเผือกกลับกรุงศรีอยุธยาได้ส่งผลให้หัวหน้าคณะของชาวกูยที่ ติดตามช้างได้รับความดีความชอบ และหนึ่งในนั้นก็คือ พระยาสุรินทร์ภักดี ศรีณรงค์ จางวาง ซึ่งได้เป็นเจ้าเมืองสุรินทร์คนแรก จนปัจจุบันลูกหลานชาวกูยยังคงสืบทอดการคล้องช้าง เปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัว เพียงแต่ว่าไม่สามารถไปคล้องช้างตามแนวชายแดนได้เหมือนเดิมเพราะติดปัญหาชาย แดนระหว่างประเทศ 
งานแสดงช้างประจำปี จังหวัดสุรินทร์



ประวัติ ของงานช้างเริ่มขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2503 อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านช้างได้มีการจัดงานฉลองที่ว่าการอำเภอใหม่ และนายอำเภอในขณะนั้นได้เชิญชวนให้ชาวกูยที่มีอาชีพเลี้ยงช้างได้นำช้างของ ตนมาจัดแสดงและจัดขบวนแห่ช้างให้ประชาชนทั่วไปได้ชม ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปอย่างมาก และกลางคืนจะมีมหรสพสมโภชตลอดคืน และได้กลายเป็นงานช้างประจำปีของจังหวัดสุรินทร์ และโด่งดังไปทั่วโลก งานช้างจังหวัดสุรินทร์จัดขึ้นประมาณกลางเดือน พฤศจิกายนของทุกปีและมีงานกาชาดจังหวัดจัดแสดงประมาณ 1 สปดาห์ ส่วนงานแสดงช้างจะเป็นช่วงวันเสาร์และอาทิตย์
งานเลี้ยงอาหารช้าง การเซ่นไหว้ จ.สุรินทร์

เยี่ยม ชมหมู่บ้านช้างชาวกูย หมู่ที่ 9 และ หมู่ 13 บ.ตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ อยู่ห่างจากจังหวัดสุรินทร์ไปทางเหนือตามทางหลวงหมายเลข 214 (ถนนสุรินทร์-ร้อยเอ็ด) ผ่านอำเภอจอมพระ วิ่งมาเรื่อยก่อนถึงอำเภอท่าตูม มีทางแยกซ้ายมือบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 36 ให้ไปตามทางราดยางอีกประมาณ 22 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกหมู่บ้านช้างชาวกูยยินดีต้อนรับ


เทศกาลปลาไหล จังหวัดสุรินทร์


เทศกาลปลาไหล ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี

ระยะเวลาจัดงาน จะจัดงานทุกๆๆ กลางเดือน ธันวาคม ของทุกปีเป็นประจำ

ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์

           โดยงานดังกล่าวนี้ เป็นความร่วมมือของจังหวัดสุรินทร์ โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับอำเภอชุมพลบุรี เทศบาลตำบลชุมพลบุรี และองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอชุมพลบุรี เพื่อประชาสัมพันธ์ของดีของอำเภอชุมพลบุรีได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ปลาไหล ปลาช่อนนา ผ้าไหม ให้เป็นที่รู้จัก และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์อำเภอชุมพลบุรีเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ที่เรียกว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้”ตั้งอยู่ทางทิศเหนือห่างจากจังหวัด ๙๑ กิโลเมตร เป็นแหล่งข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งปลอดสารเคมีและสารพิษ โดยมีลักษณะเฉพาะคือ หอม ยาว ขาว นุ่ม มีผลผลิตไม่ต่ำกว่า ๑.๒ แสนตันต่อปี นอกจากนี้พื้นที่ของอำเภอชุมพลบุรีเป็นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ โดยมีแม่น้ำขนาบ ๒ ส่วน คือ ลำพลับพลา และลำน้ำมูล ซึ่งเหมาะแก่การประกอบการเกษตร การดำรงชีวิต และขยายพันธุ์ปลา โดยเฉพาะปลาไหลธรรมชาติ ซึ่งในแต่ละปีเกษตรกรสามารถจับปลาไหลมาบริโภคและจำหน่ายมีน้ำหนักรวมกันไม่น้อยกว่า ๕ ตันต่อปี ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป หลังจากที่ได้มีการเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จเป็นช่วงที่ปลาไหลเจริญเติบโตเหมาะแก่การบริโภค เกษตรกรสามารถจับปลาไหลได้ในปริมาณมาก โดยปลาไหลของ อำเภอชุมพลบุรี เป็นปลาไหลธรรมชาติ มีลักษณะตัวโตสีเหลือง ลำตัวถึงโคนหางกลมอวบ ไม่มีกลิ่นคาวเป็นที่นิยมบริโภค



  เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาล

         อำเภอชุมพลบุรี จึงได้ริเริ่มจัดงานเทศกาลปลาไหล ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดขึ้นและกำหนดให้เป็นงานประจำปีของอำเภอ ในช่วงกลางเดือนธันวาคมของทุกปี กิจกรรมในงานประกอบด้วยขบวนแห่ตกแต่งด้วยเม็ดข้าวหอมมะลิ และขบวนฟ้อนรำ การแข่งขันขี่ช้างจับปลาไหล การแข่งขันจับปลาไหล การประกวดข้าวหอมมะลิ การประกวดผ้าไหม การแข่งขันเรือพายไม่เกิน ๘ ฝีพาย การแข่งขันตำข้าว-ช้างตำข้าว การแข่งขันหุงข้าวแบบโบราณ การประกวดสำรับอาหารรสเด็ดจากปลาไหล นิทรรศการของดีเมืองปลาไหล นิทรรศการเศรษฐกิจพอเพียง การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของดีเมืองปลาไหล รวมทั้งมหรสพ เช่น การแสดงหมอลำ และการเดินแบบแฟชั่นผ้าไหม เป็นต้น

ศาลหลักเมืองจ.สุรินทร์




ศาลหลักเมืองจ.สุรินทร์ 


           ตั้งอยู่ที่ถนนหลักเมือง เป็น สถานที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองของชาวสุรินทร์ อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดไปทางทิศตะวันตกประมาณ 500 เมตร เดิมเป็นศาลที่ยังไม่มีเสาหลักเมือง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2511 กรมศิลปากรได้ออกแบบสร้างศาลหลักเมืองใหม่ เสาหลักเมืองสุรินทร์เป็นไม้ชัยพฤกษ์ที่ได้มาจากนายประสิทธิ์ มณีกาญจน์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเสาไม้สูง 3 เมตร วัดโดยรอบเสาได้ 1 เมตร ทำพิธียกเสาหลักเมืองและสมโภช เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2517

อนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม)




                พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม)  พระยาสุรินทร์ภักดี ฯ (ปุม) เจ้าเมืองประทายสมันต์ (เมืองสุรินทร์) ท่านแรก เป็นผู้วางรากฐานการก่อตั้งเมืองสุรินทร์   ในสมัยอยุธยา มีชาวไทยพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่าส่วยหรือกวยกรือกูย เป็นกลุ่มชนที่มีความรู้ความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งาน ได้แบ่งกลุ่มมาตั้งถิ่นฐานอยู่หกพวกด้วยกัน ในเขตจังหวัดสุรินทร์    ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๐๒ มีช้างเผือกแตกโขงออกจากเมืองหลวงหนีเข้าป่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ (สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์) แห่งกรุงศรีอยุธยาได้โปรดเกล้า ฯ ให้ติดตามช้างเผือก เชียงปุมซึ่งเป็นหัวหน้าชาวส่วยที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านเมืองที่ได้ช่วยเหลือในการติดตามช้างเผือก เชียงปุมจึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้เป็นหลวงสุรินทรภักดี ให้ปกครองหมู่บ้านเดิมขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย
                ในปี พ.ศ.๒๓๐๖ หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) ได้ย้ายจากหมู่บ้านเมืองที่ไปอยู่ที่บ้านคูประทายหรือบ้านประทายสมันต์ ต่อมาหลวงสุรินทรภักดี (เชียงชุม) ได้เป็นพระสุรินทรภักดีศรีรณรงค์จางวาง และยกบ้านคูประทายขึ้นเป็นเมืองประทายสมันต์
                พ.ศ.๒๓๒๔ เมืองเขมรเกิดจลาจล เมืองประทายสมันต์ได้สมทบกับกองทัพหลวงไปช่วยปราบปราม จึงมีชาวเขมรอพยพครอบครัวมาตั้งอยู่ในเขตเมืองประทายสมันต์เป็นจำนวนมาก


                พ.ศ.๒๓๒๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์เป็นเมืองสุรินทร์ ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมือง
                พ.ศ.๒๓๓๗ พระยาสุรินทรภักดี ฯ (เชียงปุม) เจ้าเมืองสุรินทร์ถึงแก่กรรม สิ่งที่น่าสนใจศึกษาและเรียนรู้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2527 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงผู้สร้างเมืองคนแรก ซึ่งเป็น บุคคลสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของเมืองสุรินทร์  อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่ที่ทางเข้าเมืองสุรินทร์0ทางด้านใต้ตรงหลักกิโลเมตรที่ 0 ถนน สุรินทร์-ปราสาท เป็นบริเวณที่เคยเป็นกำแพงเมืองชั้นในของตัวเมืองสุรินทร์ อนุสาวรีย์เป็นรูปหล่อทองเหลืองรมดำ สูง 2.2 เมตร มือขวา ถือของ้าว อันเป็นการแสดงถึงความเก่งกล้าสามารถ ของท่านในการบังคับช้างศึกและเป็นเครื่องแสดงว่าสุรินทร์ เป็นเมืองช้างมาแต่ดึกดำ บรรพ์รูปปั้นสะพายดาบคู่ อยู่บนหลังอันหมายถึงความเป็นนักรบความกล้าหาญ อันเป็นคุณสมบัติที่ตกทอดเป็นมรดกของคนสุรินทร์ใน ปัจจุบัน จังหวัดสุรินทร์ได้ทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์แห่งนี้เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2528         

สถานที่ตั้ง            ตั้งอยู่ที่ทางเข้าเมืองสุรินทร์ ทางด้านใต้ตรงหลักกิโลเมตรที่ 0 ถนน สุรินทร์-ปราสาท อ.เมือง จ.สุรินทร์

หมู่บ้านทอผ้าไหมยกทอง จันทร์โสมา


หมู่บ้านทอผ้าไหมยกทอง จันทร์โสมา ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ บ้านท่าสว่าง หมู่บ้านที่ได้รับการยกย่องว่า"ทอผ้าไหมหนึ่งพันสี่ร้อยสิบหกตะกอ" เมื่อครั้งทอผ้ายกทองทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จากการริเริ่มผลงานศิลปหัตกรรมของกลุ่มทอผ้ายกทอง"จันทร์โสมา" ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูการทอผ้ายกทองชั้นสูงแบบราชสำนักไทย โบราณ โดยมี อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นแกนนำและเป็นผู้รวบรวมชาวบ้านท่าสว่างมารวมกลุ่มกันทำงานทอผ้ายามว่าง จากงานไร่งานนา





ด้วยการออกแบบลวดลายที่สลับซับซ้อนงดงามและ ศักดิ์สิทธิ์ผสมผสานกันระหว่างลวดลายการทอแบบราชสำนักกับเทคนิคการทอผ้าแบบ พื้นบ้าน จนกลายเป็นผ้าทอที่มีความงดงามอย่างมหัศจรรย์และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว โลก ผลงานที่โดดเด่นของที่นี่คือการได้รับการคัด เลือกจากรัฐบาลให้ทอผ้าสำหรับตัดเสื้อผู้นำและผ้าคลุมไหล่สำหรับคู่สมรสผู้ นำ 21 เขตเศรษฐกิจที่มาร่วมประชุมผู้นำเอเปกเมื่อปลายปี 2546 จนเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในชื่อ"หมู่บ้านทอผ้าเอเปก"และรางวัล OTOP ระดับ 5 ดาว ของประเทศ




 ความโดดเด่นของผ้าไหมยกทอง "จันทร์โสมา" เกิดจากการเลือกเส้นไหมน้อยที่เล็กและบางเบานำมาผ่านกรรมวิธีฟอก ต้มแล้วย้อมสีธรรมชาติด้วยแม่สีหลักสามสีคือสีแดงจากครั่ง สีเหลืองจากแก่นแกแลและสีครามจากเมล็ดคราม สอดแทรกการยกดอกด้วยไหมทองที่ทำจากเงินแท้มารีดเป็นเส้นเล็ก ๆ ปั่นควบกับเส้นด้าย ใช้ตะกอเส้นพุ่งพิเศษที่ทำให้เกิดลายจำนวนตะกอมากกว่าร้อยตะกอ จนกระทั่งการวางกี่บนพื้นดินธรรมดามีความสูงไม่พอ ต้องขุดดินบริเวณนั้นให้เป็นหลุมลึกไป 2-3 เมตร เพื่อรองรับความยาวของตะกอที่ห้อยลงมาจากกี่ให้เป็นระเบียบ ให้คนสามารถอยู่ในหลุมเพื่อสอดตะกอไม้ได้ด้วย เนื่องจากไม้ตะกอมีจำนวนมาก จึงต้องใช้คนทอถึง 4-5 คน คือจะมีคนช่วยยกตะกอ 2-3 คน คนสอดไม้ 1 คนและคนทออีก 1 คน และความซับซ้อนทางด้านเทคนิคการทอ จะได้ผลงานเพียงวันละ 6-7 เซนติเมตรเท่านั้น

วนอุทยานพนมสวาย

 

ตั้งอยู่ที่ตำบลนาบัว อำเภอเมือง ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 22 กิโลเมตร ใช้เส้นทางสุรินทร์-ปราสาท (ทางหลวงหมายเลช 214) ระยะทาง 14 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นภูเขาเตี้ย ๆ มียอดเขาอยู่ 3 ยอด ยอดที่ 1 มีชื่อว่ายอดเขาชาย (พนมเปราะ) สูง 210 เมตร เป็นที่ตั้งของวัดพนมสวาย มีบันไดก่ออิฐถือปูนขึ้นถึงวัด ระหว่างทางเรียงรายไปด้วยระฆังจำนวน 1,080 ใบให้ผู้มาเยือนเคาะเพื่อความเป็นสิริมงคล



มีสระน้ำกว้างใหญ่และร่มรื่นด้วยต้นไม้ บนเขาเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสุรินทรมงคล เป็นพระพุทธรูปสีขาว ปางประทานพร ภปร. ขนาดหน้าตักกว้าง 15 เมตร สูง 21.50 เมตร มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุที่บริเวณพระนาภี   ยอดที่ 2 มีชื่อว่ายอดเขาหญิง (พนมสรัย) สูงระดับ 228 เมตร



เป็นที่ตั้งของวัดพนมศิลาราม ทางวัดได้จัดสร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดกลางประดิษฐานบนยอดเขา และยังมี "สระน้ำโบราณ" 2 สระที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของ เต่าศักดิ์สิทธิ์  ยอดที่ 3 มีชื่อว่าเขาคอก (พนมกรอล) พุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์ได้จัดสร้างศาลาอัฏฐะมุข เป็นอนุสรณ์ฉลองครบรอบ 200ปี แห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เพื่อประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง จากยอดเขาชายมาประดิษฐานไว้ในศาลา โดยเริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2524 และสำเร็จบริบูรณ์ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2525 ใกล้กันนั้นมีสถูปที่เก็บอัฐิธาตุพระราชวุฒาจารย์ หรือหลวงปู่ดูลย์ อตุโลพระเกจิสายวิปัสสนา
วัดพนมศิลารามและศาลเจ้าแม่กวนอิมให้ประชาชนได้เคารพบูชา



ในอดีตบรรพบุรุษชาวสุรินทร์ถือว่าเขาพนมสวายเป็นสถานที่แสวงบุญโดยการเดินทางไปขึ้นยอดเขาในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันหยุดงานตามประเพณีของชาวจังหวัดสุรินทร์มาแต่โบราณกาล  และจวบจนปัจจุบันชาวสุรินทร์ยังถือปฏิบัติเรื่อยมา ผู้ที่มาเยือนเขาพนมสวายจะได้สักการะ 9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือ เพื่อความเป็นสิริมงคล คือ พระใหญ่หรือพระพุทธสุรินทรมงคลรอยพระพุทธบาทจำลองอัฐิหลวงปู่ดุล อตุโล  พระพุทธรูปองค์ดำ หลวงปู่สวน ปราสาทหินพนมสวาย ศาลเจ้าแม่กวนอิม เต่าศักดิ์สิทธิ์  และสระน้ำศักดิ์สิทธิ์

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

ร้านอาหารยิ่งดี



ที่อยู่ : 2-4 ถนนธนสาร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 32000
โทรศัพท์ : 044 511 925

ร้านอาหาร ทิพย์รส






ร้านอาหาร ทิพย์รส สุรินทร์
ที่ตั้ง : 249-251 ถนนธนสาร ในเมือง เมืองสุรินทร์ สุรินทร์ 32000
ประเภทธุรกิจ : ร้านอาหาร
รายละเอียด : ร้านอาหาร ทิพย์รส เป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดมานานหลายปี แต่สะอาด บรรยากาศดี อาหารอร่อย ข้าวของทางร้านใช้ข้าวหอมมะลิอย่างดี ซึ่งเป็นข้าวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสุรินทร์ หมูแดงของทางร้านอบมาอย่างดี เป็นสูตรเก่าแก่แต่ดั้งเดิม เมนูเด็ดได้แก่ เกาเหลาเลือดหมู, ข้าวขาหมู, ข้าวหมูแดง, ข้าวหมูกรอบ, ข้าวราดแกง
โทร 044511179
แผนที่ : ร้านอาหาร ทิพย์รส สุรินทร์


เพิ่มเติม

สุรินทร์โภชนา






ที่อยู่ : 167-169 ถนนธนสาร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง สุรินทร์ 32000
โทรศัพท์ : 0 4451 1418

ร้านอาหารระเบียงน้ำ

     



                 ร้านอาหารระเบียงน้ำ ตั้งอยู่ริมน้ำภายในบริเวณเลอเบียงรีสอร์ท ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติ โดยสังเกตได้จากมีทุ่งนา ทุ่งหญ้าเขียวขจี มีคุ้งน้ำที่อยู่ติดกับร้านอาหาร มีลมโบกโชยเย็นสบาย ให้ความรู้สึกเงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัวสูง ไปรับประทานอาหารที่ร้านระเบียงน้ำ จะทำให้รู้สึกว่าธรรมชาติที่ใครก็อยากสัมผัส มีที่ร้านระบียงน้ำ 
ที่อยู่ : 45 หมู่หมู่ 7 อาคาร บริเวณภายในเลอเบียงรีสอร์ท ถนนสุรินทร์-บุรีรัมย์ ตำบลคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ สุรินทร์ 32000 
สาขา : เลอเบียงรีสอร์ท 

ก๋วยเตี๋ยวเป่าปาก

ก๋วยเตี๋ยวเป่าปาก
























ที่อยู่ : 282/3 ถนนกรุงศรีนอก ตำบลในเมือง อำเภอเมือง สุรินทร์